คำตอบสั้น ๆ: ใบกำกับภาษีซื้อควรนำไปหักในเดือนภาษีที่ระบุในใบกำกับภาษีเป็นหลัก หากไม่ได้ใช้ในเดือนนั้นเพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด สามารถนำไปใช้ในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกิน 6 เดือนนับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขให้ครบ การได้รับใบกำกับภาษีล่าช้าจึงไม่ได้หมายความว่าจะเลือกใช้เดือนไหนก็ได้โดยไม่มีหลักฐานรองรับ
หลักกฎหมายของภาษีซื้อย้อนหลัง 6 เดือน
มาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดหลักการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อของแต่ละเดือนภาษี ส่วนกรณีที่ไม่ได้หักภาษีซื้อในเดือนที่เกิดขึ้นเพราะมีเหตุจำเป็น ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 4) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 76 กำหนดให้ภาษีซื้อที่ไม่ได้ใช้เพราะเหตุจำเป็น สามารถนำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ไม่เกิน 6 เดือนนับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี
เหตุจำเป็นที่กฎหมายรองรับมีอะไรบ้าง
- เหตุจำเป็นซึ่งเกิดขึ้นตามประเพณีทางการค้า เช่น ขั้นตอนวางบิลหรือส่งเอกสารตามรอบธุรกิจที่ทำให้ได้รับเอกสารภายหลัง โดยต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้
- เหตุสุดวิสัย เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้ตามข้อเท็จจริงของกิจการ
- ได้รับใบกำกับภาษีในเดือนภาษีอื่น ซึ่งไม่ใช่เดือนภาษีที่ระบุในใบกำกับภาษี ควรมีหลักฐานวันที่ได้รับจริง
ข้อควรระวัง: หากกิจการได้รับใบกำกับภาษีภายในเดือนเดิมแล้ว แต่เพียงลืมบันทึกหรือลืมนำมาใช้ เหตุดังกล่าวไม่ได้ถูกระบุไว้โดยตรงเป็นเหตุจำเป็นตามประกาศ แนวทางที่รอบคอบคือพิจารณายื่นแบบเพิ่มเติมของเดือนเดิม ไม่ควรนำไปใช้ในเดือนหลังโดยอัตโนมัติ
วิธีนับ 6 เดือน ต้องเริ่มนับเมื่อใด
เริ่มนับเดือนที่ 1 จากเดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี ไม่ได้นับจากวันที่ได้รับเอกสาร และไม่ได้นับแบบ 180 วัน
| เดือนที่ออกใบกำกับภาษี | เริ่มนับเดือนที่ 1 | เดือนสุดท้ายที่ใช้สิทธิ |
|---|---|---|
| มกราคม | กุมภาพันธ์ | กรกฎาคม |
| กุมภาพันธ์ | มีนาคม | สิงหาคม |
ตัวอย่าง: ใบกำกับภาษีลงวันที่ 13 มกราคม 2569 หากเข้าเงื่อนไขเหตุจำเป็น สามารถนำไปถือเป็นภาษีซื้อได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฎาคม 2569 ส่วนใบกำกับภาษีลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ใช้ได้ถึงเดือนสิงหาคม 2569 ดังนั้นทั้งสองฉบับอาจใช้ในเดือนกรกฎาคม 2569 ได้ แต่ต้องมีเหตุจำเป็น เอกสารถูกต้อง และหลักฐานครบ
ต้องเขียนข้อความอะไรบนใบกำกับภาษี
เมื่อนำภาษีซื้อไปใช้ในเดือนหลัง ให้ระบุข้อความว่า “ถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษี...” บนใบกำกับภาษีนั้น โดยอาจตีพิมพ์ จัดทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่นในลักษณะเดียวกัน พร้อมระบุเดือนภาษีที่นำไปใช้จริงให้ชัดเจน
เงื่อนไขอื่นที่ต้องตรวจให้ครบก่อนใช้สิทธิ
- ผู้ซื้อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT และรายการซื้อเกี่ยวข้องกับกิจการที่เสีย VAT
- มีต้นฉบับใบกำกับภาษีหรือ e-Tax Invoice ที่ชอบด้วยกฎหมาย และรายการสำคัญถูกต้องครบถ้วน
- ไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 เช่น ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง หรือเป็นรายจ่ายรับรองที่เข้าลักษณะต้องห้าม
- ไม่เคยนำภาษีซื้อฉบับเดียวกันไปใช้ซ้ำในเดือนอื่น
- บันทึกในรายงานภาษีซื้อของเดือนที่นำไปใช้ และเก็บหลักฐานเหตุที่ได้รับล่าช้าไว้ตรวจสอบ
หลักฐานที่ควรเก็บเมื่อได้รับใบกำกับภาษีล่าช้า
- ตราประทับวันที่รับเอกสาร หรือทะเบียนรับเอกสาร
- ซองไปรษณีย์ เลขติดตาม หรือหลักฐานบริษัทขนส่ง
- อีเมลหรือข้อความที่ผู้ขายส่งเอกสาร
- ใบวางบิล ใบรับเอกสาร หรือบันทึกชี้แจงสาเหตุ
- หลักฐานการซื้อสินค้า/บริการ การชำระเงิน และการใช้ประโยชน์ในกิจการ
ถ้าเกิน 6 เดือนแล้ว ควรทำอย่างไร
ไม่ควรนำใบกำกับภาษีนั้นไปรวมเป็นภาษีซื้อของเดือนปัจจุบันโดยอัตโนมัติ เพราะพ้นกำหนดตามประกาศสำหรับการเลื่อนไปใช้ในเดือนหลังแล้ว ควรตรวจข้อเท็จจริงว่าเคยยื่นแบบของเดือนเดิมหรือไม่ และพิจารณายื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติมสำหรับเดือนภาษีที่เกี่ยวข้อง
ข้อหารือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0811/05396 วินิจฉัยว่า ผู้ประกอบการมีสิทธิยื่นแบบเพิ่มเติมเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 3 ปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบของเดือนนั้น ตามมาตรา 83/4 และมาตรา 84/1 อย่างไรก็ดี วิธีดำเนินการและผลทางเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มต้องพิจารณาจากแบบเดิม ยอดภาษีขาย–ภาษีซื้อ และข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ จึงควรตรวจเอกสารก่อนยื่นเพิ่มเติม
6 เดือนกับ 3 ปีเป็นคนละเรื่อง: 6 เดือนคือกรอบสำหรับนำภาษีซื้อที่มีเหตุจำเป็นไปใช้ในเดือนภาษีหลังจากนั้น ส่วน 3 ปีเกี่ยวข้องกับสิทธิยื่นแบบเพิ่มเติมหรือขอคืนตามเงื่อนไขของกฎหมาย ไม่ใช่สิทธิให้นำใบกำกับภาษีเก่าไปรวมในเดือนปัจจุบันได้ทันที
ด้านบัญชี ต้องรอบันทึกจนได้รับใบกำกับภาษีหรือไม่
การรับรู้สินทรัพย์ ต้นทุน หรือค่าใช้จ่ายทางบัญชีให้พิจารณาตามวันที่เกิดรายการและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรเลื่อนการบันทึกต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเพียงเพราะใบกำกับภาษียังมาไม่ถึง ส่วนภาษีซื้อให้แยกพิจารณาสิทธิตามกฎหมาย VAT หากภาษีซื้อไม่มีสิทธิหักหรือพ้นกำหนดและไม่ดำเนินการขอคืน อาจต้องรวมเป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายตามลักษณะรายการและมาตรฐานบัญชีที่กิจการใช้
ผลที่อาจเกิดขึ้นหากใช้ภาษีซื้อผิดเดือนหรือเอกสารไม่ครบ
- ภาษีซื้ออาจถูกตัดออกจากการคำนวณ VAT
- อาจเกิดภาษีต้องชำระเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามข้อเท็จจริง
- การขอคืนภาษีอาจถูกตรวจเอกสารและขอคำชี้แจงเพิ่มเติม
- หากใบกำกับภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือรายการซื้อไม่เกิดขึ้นจริง อาจมีความรับผิดรุนแรงกว่าการใช้ผิดเดือนตามปกติ
เช็กลิสต์ก่อนนำใบกำกับภาษีเก่ามาใช้
- ตรวจเดือนและปีที่ออกใบกำกับภาษี
- ระบุเหตุที่ไม่ได้ใช้ในเดือนเดิม พร้อมหลักฐาน
- นับ 6 เดือนโดยเริ่มจากเดือนถัดจากเดือนที่ออก
- ตรวจรายการในใบกำกับภาษีและภาษีซื้อต้องห้าม
- ระบุ “ถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษี...” บนเอกสาร
- ลงรายงานภาษีซื้อในเดือนที่นำไปใช้จริง
- หากเกิน 6 เดือน ให้พิจารณาแบบเพิ่มเติมแทนการใส่ในเดือนปัจจุบัน
แหล่งอ้างอิงทางการ
• ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 และ 82/5: https://www.rd.go.th/5206.html
• ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 4) แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 76: https://www.rd.go.th/3417.html
• ข้อหารือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0811/05396 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2542: https://www.rd.go.th/23611.html
• โพสต์เดิมของเพจ “รู้ภาษี มีทางออก”: https://www.facebook.com/acctphat/posts/371353678783412/
คำค้นที่เกี่ยวข้อง: ภาษีซื้อย้อนหลัง 6 เดือน, ใบกำกับภาษีเกิน 6 เดือน, วิธีนับ 6 เดือน VAT, ภ.พ.30 เพิ่มเติม, ใบกำกับภาษีได้รับล่าช้า
ตรวจสอบข้อมูล ณ วันที่ 16 กันยายน 2569 บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป การใช้กับกรณีเฉพาะควรตรวจใบกำกับภาษี แบบ ภ.พ.30 เดิม และข้อเท็จจริงของกิจการประกอบกัน
Infographic สรุปเงื่อนไขและวิธีนับ 6 เดือนบริษัท ฐิติพัฑฒ์ การบัญชี จำกัด
บทความทั้งหมด